กระบองเพชร สกุล แอสโตรไฟตัม (Astrophytum) การเลี้ยง และดูแล


กระบองเพชร (แคคตัส) สกุล แอสโตรไฟตัม ( Astrophytum ) เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์กระบองเพชรที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย และมีการพัฒนาสายพันธุ์ อยู่เรื่อยๆ จนทำให้มีทรง และลวดลายแปลกตามากขึ้น

ลักษณะของต้น

ลักษณะที่โดดเด่นของต้นคือ ผิวสีเขียวเข้มสด ตัดกับลายบนต้นที่เป็นสีขาว ลวดลายมากมายแปลกตา ตามที่ได้พัฒนา และผสมพันธุ์ มีดอทปุย เป็นตุ่มขนขึ้นบนผิวต้น มีชนิดที่มีหนามและไม่มีหนาม แต่ที่นิยมและมีผู้เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์กันมากจะเป็นชนิดที่ไม่มีหนามอย่าง แอสโตรไฟตัม แอสทีเรียส ( A.asterias ) , แอสโตรไฟตัม ไมริโอสตริกมา ( A.myriostigma )



แอสโตรไฟตัม แอสทีเรียส มีการพัฒนาสายพันธุ์จากญี่ปุ่น จนทำให้เกิดลวดลายบนต้นที่แตกต่าง แตกย่อยอีกมากมาย โดยจะมีชื่อเรียกกันตามลักษณะ

KABUTO ( คาบุโตะ ) ลักษณะ : จะมีลวดลายขาวประปราย กระจายทั่ว ดอทต้นขนาดเล็ก เรียงตามเส้นพู ของต้น

• SUPER KABUTO ( ซูเปอร์คาบุโตะ) ลักษณะ : มีลายสีขาวหนา แน่น กว่าคาบุโตะปกติ ปื้นสีขาวมีลายหนา แปลกตา

• V-TYPE ( วีไทป์ ) ลักษณะ : มีลายสีขาวเป็นรูปตัวอักษรวี (V) เรียงไล่ตามดอท ตามแนวของพู หากต้นไม่มีลวดลาย เป็นสีเขียวและมีเพียงลายวี สีขาว จะเรียกว่า วีนูดัม ( V-Nudum )

• NUDUM ( นูดัม ) ลักษณะ : ผิวของต้นจะเกลี้ยงเขียว ไม่มีลาย หรือจุดสีขาวบนต้นเลย มีเพียงดอทปุย

• HANAZONO ( ฮานะโซโนะ ) ลักษณะ : มีดอทปุยเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วต้น มีลวดลายต่างๆ ไม่ซ้ำกัน ซึ่งดอทที่กระจายอยู่นี้ทำให้สร้างตาดอกได้หลายตำแหน่งมากกว่าปกติ จึงเป็นแอสโตรที่มีตำแหน่งการออกดอกได้ทั่วต้น ต่างกับแอสโตรปกติที่จะออกดอกที่ตุ่มหนามปลายยอดของต้น

• RENSEI ( เรนเซ ) ลักษณะ : ดอทปุย ตุ่มขน เรียงชิดติดกันมีลักษณะคล้าย “สร้อย” โดยปกติหากเป็น KABUTO ทั่วไป ดอทจะไม่เรียงชิดติดกัน จะมีระยะห่างระหว่างดอท

• OOIBO ( โออิโบะ ) ลักษณะ : ดอทปุย ตุ่มหนาม มีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก และถ้าเป็นดอทที่ใหญ่กว่าปกติ และเรียงชิดกันเป็นสร้อย ก็จะเรียกว่า OOIBO RENSEI ( โออิโบะ เรนเซ )

• KIKKO ( กิ๊กโกะ ) ลักษณะ : ตุ่มหนามเป็นบั้ง และหยักเว้าเป็นร่องลึก และกว้างต่างกันไป มีลักษณะของสันพูที่แบ่งกันระหว่างแต่ละตุ่มหนาม คล้ายกับกระดองเต่า

• EKUBO ( คุโบะ ) ลักษณะ : มีรอยขีดสั้นๆ ขวาง ระหว่างพู หรือใต้ดอทหนาม เรียงตามพูคล้าย “ลักยิ้ม”

• FUKURYU ( ฟุคุริว ) ลักษณะ : ผิวยับย่น ขึ้นเป็นริ้วหยัก ซ้อนกันไป

• FUKURYO ( ฟุคุเรียว ) ลักษณะ : มีพูแทรกจากปกติ หรือพูเล็กๆ เหมือนติ่ง แทรกอยู่ในระหว่างพูใหญ่ปกติ

SNOW ( สโนว์ ) ลักษณะ : มีลาย หรือขนสีขาวขนาดติดกันเป็นปื้นใหญ่ จำนวนมากปกคลุมผิวของต้นแทนจะมองไม่เห็นสีเขียวของต้น

• STAR SHAPE ( สตาร์ เชฟ ) ลักษณะ : ลำต้นจะไม่กลมเหมือนแอสโตรทั่วไป จะมีความเว้าลึกระหว่างพู ที่เว้าไปจนถึงโคนต้น หากวางต้นหงายขึ้นจะเห็นรองระหว่างพูที่เว้าชัดเจน มองจากด้านบนลักษณะเหมือนดาว ต่างกับแอสโตรปกติที่เป็นลักษณะกลม

ส่วนที่เป็นแอสโตรไฟตัม ที่มีหนาม ได้แก่ แคปริคอร์น ( A.capricorne ), ออร์นาตัม ( A.arnatum ) เมื่อต้นยืนอายุมากต้นจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

ลักษณะของดอก

ดอกมีเรื่อยๆ ในทุกฤดู แต่จะมากในฤดูร้อน ที่เหมาะเป็นการผสมพันธุ์ ดอกบานในช่วงเที่ยง-บ่าย และหุบตอนเย็น ดอกบาน 1-3 วันก็จะโรย เมื่อมีการผสมเกสรติดดอกจะปิดทันที มีดอกเป็นสีเหลืองส่วนใหญ่ แต่จะมีพบเป็นสีชมพู หรือชมพูโทนแดงได้ด้วย แต่จะค่อนข้างหายากกว่าสีเหลือง และจะมีชื่อเรียก ดอกสีชมพูโทนแดงว่า AKABANA ( อคาบานะ ) กลีบดอกปกติ จะยาวกว้าง ปลาย ขอบกลีบดอกเรียบ หากมีหยักหรือริ้ว จะเรียกว่า ดอกขนนก ซึ่งจะหาได้ยาก ดอกที่มีลักษณะแปลก และพบได้ยากอีกแบบคือ ดอกชินโชวะ ( Shinshowa ) ลักษณะของกลีบดอกจะเล็กเรียวเป็นเส้นฝอย

การขยายพันธุ์

ผสมเกสร ติดฝัก นำไปเพาะเมล็ด เป็นการผสมข้ามต้น และสามารถผสมข้ามชนิดกันได้ที่เป็นสกุลเดียวกัน เช่น แอสทีเรีย ผสมกับ ไมริโอสตริกมา ก็จะได้มาเป็นลูกผสม ที่มีลักษณะเด่นของทั้ง 2 ออกมาในรุ่นลูก ลูกผสมจะเรียกกันว่า Hybird (ไฮปริด)

สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู

แอสโตร เป็นไม้ที่ค่อนข้างชอบชื้นกว่า กระบองเพชรทั่วไป ไม่ชอบแดดแรง หากเลี้ยงแดดจัดจะทำให้ผิวไหม้ง่าย หรือไม่เป็นสีเขียวใส เว้นแต่ในต้นที่มีลายขาวปกคลุมมาก หรือสโนว์ ที่จะทนแดดได้ดีกว่าไม้ที่มีผิวเขียวเยอะ ฉะนั้นการเลี้ยงจึงควรพลางแสง ด้วยสแลน หรือเป็นแดด 60-70% จะทำให้ไม้มีผิวที่สวยไม่กร้านแดด

ดินโปรงชื้น แต่ไม่แฉะ ดินไม่ชุ่มน้ำนาน ระบายความชื้นได้ดี รดน้ำเมื่อดินแห้ง ช่วงหน้าฝนต้องระวังไม่ให้ดินมีความชื้นมากเพราะจะเกิดคราบน้ำโคนต้น หรือโรคที่เกิดจากแบคทีเรียบางอย่างได้ เมื่อเกิดรอยแผลแล้วจะเป็นแผลตลอดรักษาไม่หาย นอกจากรอให้ต้นโต และผิวไล่ลงโคนต้น และเมื่อถึงระยะเปลี่ยนดิน หรือต้นโตคับกระถางควรเปลี่ยนดิน ขยายขนาดกระถาง เพื่อให้ต้นไม่ชะงักการโต หากปล่อยไว้นาน รากแน่น ความชื้นไม่พอจะทำให้โคนต้นยุบได้ง่าย และหากรากไม่มีการกระตุ้น หรืออ่อนแอ จะโดนโรค หรือศัตรูพืช รุ่มเร้าได้ง่าย

โรค และศัตรูพืชที่พบบ่อย

เพลี้ยแป้ง กัดกินราก และต้น, เพลี้ยญี่ปุ่น กินยอด , เพลี้ยหอย เกาะต้น, แคงเกอร์ เกาะ กัดกินผิว, หนู ที่ค่อยกัดกินต้น และกินฝักเมื่อผสมเกสรติด


กระบองเพชร ไม้อวบน้ำ สกุล และสายพันธุ์ที่เลี้ยงง่าย ดูแลไม่ยาก เหมาะกับมือใหม่


สำหรับมือใหม่ ที่ต้องการเริ่มหัดเลี้ยง กระบองเพชร ( แคคตัส ) แนะนำให้เริ่มปลูกจากสกุล หรือชนิดที่ดูแลได้ง่ายก่อน เริ่มจากชนิดที่ราคาไม่สูงมาก ดูแลง่าย เพื่อเป็นการค่อยๆ ศึกษาวิธีการเลี้ยง ขยายพันธุ์ รักษาโรค หรืออาการป่วย และสภาพแวดล้อมในการปลูกให้เหมาะสม ให้มีความชำนาญ

สกุล แมมมิลลาเรีย ( Mammillaria ) ในภาพเป็น นิโวซา ( M. nivosa ) หรือเรียกกันว่า แมมเข็มทอง แมมหนามทอง หนามสีทองเป็นหนามแข็ง หนามคม ติดดอกง่าย ดอกเล็กๆ ออกรอบวงของต้น ดอกสีขาว มีดอกออกเรื่อยๆ สามารถติดฝักได้เอง โดยไม่ต้องผสม ชอบแดด 70-80% หากเลี้ยงได้แดดดี ต้นจะฟอร์มกระชับ หนามถี่และแน่น สีทองสวยงาม ในระหว่างช่องตุ่มหนามจะมีปุยขาว หากไม่แยกหน่อไปปลูกก็จะเป็นไม้ฟอร์มกอโต

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด และการชำหน่อ สามารถเด็ดหน่อ และปักบนดินปลูกได้เลย เมื่อรากเดินดีก็จะแตกหน่อออกมาเรื่อยๆ


สกุล โอพันเทีย ( Opantia ) ในภาพเป็น ไมโครดาซิส ( O.microdasys ) หรือที่เรียกันว่า หนูกระต่าย, เสมาเงิน, หูกระต่ายขาว ลักษณะมีตุ่มขนหนามขนาดเล็กกระจายตัวออกมาเป็นกลุ่ม ซึ่งขนหนามนี้ต้องระวังไม่ควรใช้มือสัมผัสโดยตรงเพราะจะติดกับผิวหนังและทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ชอบแดด 80-100% หากได้รับแสงแดดเพียงพอ ขนหนามจะยิ่งฟูแน่น ใบกลมไม่ยืดยาว

การขยายพันธุ์ : ใช้การปักชำ สามารถเด็ดใบ และปักบนดินปลูกได้เลย เมื่อรากเดินดีก็จะแตกใบ แตกหน่อออกมาเรื่อยๆ


สกุล แมมมิลลาเรีย ( Mammillaria ) ในภาพเป็น ไซเดียนา ( M.schiedeana ) หรือที่เรียกันว่า แมมขนนกเหลือง ขนหนามเป็นกระจุก และบานออก ขนหนามมีความอ่อนนุ่มไม่แหลมคม สีขนหนามมีความเข้มอ่อนต่างกันตามแต่ที่ผสมพันธุ์กันมา ดอกเล็กๆออกรอบวงของต้น ดอกออกเรื่อยๆ ทุกฤดู แต่จะมากเป็นพิเศษในฤดูหนาว สีของดอกมีหลายหลายสี ที่พบบ่อยคือ สีขาว และชมพู ส่วนสีออกชมพูอมแดง หรืออมม่วงนั้นจะพบได้ยากกว่า เมื่อโต และไม่ได้แยกหน่อไปปลูก จะเป็นฟอร์มกอ หัวกลมขนาดไม่ใหญ่มากแตกออกเป็นพุ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ชอบแดด 80-90% หากต้องการให้ได้ฟอร์มกลมสวย ต้องเลี้ยงให้ได้รับแสงแดดยาว นาน 6-8 ชม.ต่อวัน ไม่ค่อยชอบชื้น เว้นการรดน้ำได้นาน กว่ากระบองเพชรชนิดอื่นๆ

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด และการชำหน่อ สามารถเด็ดหน่อ และปักบนดินปลูกได้เลย เมื่อรากเดินดีก็จะแตกหน่อออกมาเรื่อยๆ


สกุล ยิมโนคาไลเซียม ( Gymnocalycium ) ในภาพเป็น มิฮาโนวิชิอาย ( Minanovichii ) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า ยิโนมิฮา ต้นพื้นฐานจะมีสีเขียว และมีที่เป็นไม้ด่าง หากเป็นมือใหม่การเลี้ยงไม้เขียวจะง่ายกว่าการเลี้ยงไม้ด่าง ยิมโนจะชอบความชื้นมากกว่ากระบองเพชรสายพันธุ์อื่นๆ แดด 60-80% ผิวไม้จะเขียวสวยกว่าการเลี้ยงแดดแรง สามารถเลี้ยงแดดแรงได้ หรือเลี้ยงตามธรรมชาติแบบแดด100% ฝน100% แต่ผิวของไม้อาจจะไหม้แดดง่าย หรือผิวกร้านไม่เขียวใส จะมีดอก และหน่อ งอกตามตุ่มหนาม ดอกจะออกมาในช่วงฤดูร้อน ดอกหลักๆ มี 2 สี คือ ขาว และชมพู แต่จะมีหลากหลายโทนและเฉด

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด และการชำหน่อ สามารถเด็ดหน่อ และปักบนดินปลูกได้เลย เมื่อรากเดินดีก็จะแตกหน่อออกมาเรื่อยๆ


สกุล อิชินอปซิส ( Echinopsis ) ในภาพเป็น ซับเดนูดาตา ( E.subdenudata ) เป็นแคคตัสที่เลี้ยงได้ง่าย ชอบชื้นแต่ไม่แฉะ อากาศถ่ายเทดีอยู่ได้ทั้งแดด 60% จนถึงเลี้ยงกลางแจ้งแดด 100% แต่ถ้าหากเลี้ยงแดดแรงต้องหมั่นรดน้ำ เพราะหากขาดน้ำต้นจะซีดเหลืองไหม้แดดได้ง่าย เป็นไม้ที่แตกกอ แตกหน่อยได้ง่ายเมื่ออายุถึงวัย ดอกสีขาวใหญ่ มีกลิ่นหอมอ่อน สดชื่นๆ เมื่อดมใกล้ๆ ดอกจะบานในตอนกลางคืน และโรยในตอนเที่ยง

การขยายพันธุ์ : ชำหน่อ สามารถเด็ดหน่อ และปักบนดินปลูกได้เลย เมื่อรากเดินดีก็จะแตกหน่อออกมาเรื่อยๆ


กระบองเพชรทั้งหมดนี้ใช้วัสดุปลูกเหมือนกัน แตกต่างกันตรงการให้น้ำ และแสงแดดที่ต้องการ วัสดุปลูกควรเป็น ดินกระบองเพชร โดยเฉพาะ เพราะจะมีคุณลักษณะเครื่องปลูกที่โปร่ง และระบายน้ำ ความชื้น ในการปลูกควรรองก้นกระถางเพื่อให้ดินระบายความชื้นได้ดี

บทความที่เกี่ยวข้อง

• วัสดุที่ใช้ปลูก ไม้อวบน้ำ กระบองเพชร (แคคตัส) มีอะไรบ้าง ใช้ทำอะไรบ้าง?? >> คลิก <<
• ขั้นตอนง่ายๆ ในการปลูก หรือเปลี่ยนกระถาง แคคตัส กระบองเพชร ไม้อวบน้ำ >> คลิก <<
• การให้น้ำ รดน้ำ กระบองเพชร ( แคคตัส ) ไม้อวบน้ำ ควรให้ ยังไง ปริมาณเท่าไหร่?? >> คลิก <<


วิธีเลือกกระถาง วัดกระถาง ปลูกกระบองเพชร (แคคตัส) สำหรับมือใหม่


กระถาง ที่นิยมใช้มีทั้งที่เป็นเนื้อ พลาสติก และดินเผา โดยการเลือกใช้สามารถใช้ได้ตามความชอบ แต่ลักษณะของทั้ง 2 วัสดุนั้นมีความแตกต่างกันในเรื่องการระบายความชื้น อากาศถ่ายเท ฉะนั้นหากจะเลือกใช้วัสดุใด แนะนำให้ดูจากสถานที่เลี้ยง ว่ามีสภาพเหมาะสมกับกระถางแบบไหน ต้องการรดน้ำบ่อย เว้นระยะมากขนาดไหน หรือในไม้บางสกุลต้องการความชื้นน้อย ไม้ที่มีอายุมาก จะไม่ต้องการน้ำเยอะ และต้องการให้ดินแห้งเร็ว อาจจะเหมาะกับกระถางประเภทดินเผามากกว่า
ที่สำคัญ ไม่ควรเผื่อระยะให้ต้นไม้โตมากเกินไป แต่ควรเปลี่ยนกระถางเรื่อยๆ ตามระยะเพื่อกระตุ้นให้ต้นไม้เติบโตได้เร็วขึ้นด้วย และป้องกันความชื้นที่เยอะเกิน

กระถางมีผลอย่างไรกับการเลี้ยงบ้าง ??

ขนาดควรเหมาะสมกับต้น ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป เพราะถ้าหากกระถางใหญ่เกิน ก็จะเก็บกักความชื้นมากเกินพอดี อาจทำให้รากเน่าได้ง่าย กระถางเล็กไป ต้นก็อาจจะถูกจำกัดการโตได้ง่าย รากหาอาหารได้น้อย ดินเก็บความชื้นได้น้อยไป อาจจะทำให้ต้นเหี่ยวง่าย โตช้า หรือถ้าเลือกไม่เหมาะอาจจะทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตได้ เนื่องจากส่งผลกับระบบราก

แล้วขนาดไหนถึงจะพอเหมาะกับต้น ??

สามารถวัด กะระยะคราวได้จากรอบวงของต้น หรือจากโคนต้นควรห่างจากขอบปากกระถาง 1.5 – 2.5 เซนติเมตร โดยประมาณ

ก้นกระถางลักษณะนี้ จะระบายความชื้นได้ดี จึงไม่ต้องใช้วัสดุรองก้นเยอะ

แล้วทรงของกระถางควรเลือกแบบไหน ??

ก่อนอื่นเราต้องดูลักษณะของรากกระบองเพชร ว่ามีลักษณะเช่นไร เป็นรากฝอย หรือมีลักษณะเป็นโขด และรากแก้วมีความยาวขนาดไหน ( หลังจากตัดแต่งรากแล้ว ) ตัวสกุลของกระบองเพชรที่จะปลูก ว่าชอบชื้นมากหรือน้อยเพียงใด เพราะทรงของกระถางนั้นจะมีทั้ง สูง ก้นลึก ทรงก้นตื้น หรือ กว้าง สูงเท่ากัน


หากเป็นไม้ที่ชอบชื้น แนะนำให้เลือกเป็นกระถางทรงลึก เช่น ยิมโน, แอสโต, เมโล, อิชินอป, โลบิเวีย, โครีแฟนทา, อิชิโน ไม้ที่ชอบดินแห้งเร็ว ไม่เก็บความชื้นนาน ควรเป็นกระถางที่ก้นไม่ลึก ปากกว้าง ทรงชาม ทรงขัน เช่น แมม, รีบูเทีย ไม้ที่ไม่ชอบชื้นมาก รากเป็นโขด ควรเลือกเป็นกระถางทรงลึก ก้นแคบกว่าปาก ให้ปากกว้างและ บานออก เช่น โลโฟ, แอริโอคาร์ปัส, คอตชู

บทความที่เกี่ยวข้อง

• เพิ่งจะลงปลูกใหม่ รากก็เดิน ทำไม…กระบองเพชร (แคคตัส) โคนต้นยุบ ไม่โตขึ้น >> คลิก <<


กระบองเพชร รากเสีย รากตาย แก้ได้ง่ายๆ ได้รากใหม่ ต้นกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม


บ่อยครั้งที่เรารับต้นใหม่เข้าบ้าน ทำให้เราไม่รู้ประวัติของต้นก่อนจะมาถึงเรา และไม่ทราบสาเหตุ ที่ทำให้เรานำไม้มาปลูกแล้วเกิดปัญหา ต้นไม่โต รากไม่เดิน หรือแย่สุดคือ รากเน่าจนกินเข้ามาจนถึงแกนต้น และเน่าลามจนเกิดเยี่ยวยา

แต่ข้อสันนิษฐาน คือ ให้สังเกตไม้ก่อนนำเข้าบ้านว่า มีลักษณะสมบูรณ์หรือไม่ รากยังขาวแข็งแรงไม่เหี่ยวแห้ง ต้นไม่มีอาการนิ่ม หรือฝ่อบริเวณโคน เพราะอาการเหล่านี้ สามารถบ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมหรือการเลี้ยงก่อนหน้านี้ได้ว่า อาจจะได้รับน้ำไม่เพียงพอ หรือ ถ้าเป็นไม้ที่ถอดรากมา จะไม่เห็นสภาพของดินเดิม ก็อาจจะทำให้ยากต่อการประเมิน อาจจะต้องใช้วิธีทดลองปลูกก่อน และถ้าในระยะเวลา

หลังจากปลูก ราว 2 สัปดาห์แล้ว ต้นยังไม่มีการฟื้นตัวใดๆ ยอดไม่เดิน และเมื่อรื้อรากมาดู รากก็ไม่เดินหรือ งอกใหม่ อาจจะตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า รากเก่านั้นอาจจะมีปัญหา ไม่ว่าจากการขาดน้ำมานาน หรือโดนโรค และแมลงรบกวน

วิธีแก้แบบที่จะสามารถลดอัตราการตายหรือสูญเสียได้ อีก 1 วิธี คือ การตัดรากเดิมทิ้งทั้งหมดและกระตุ้นให้เขาสร้างรากใหม่ขึ้นมาทดแทน
ซึ่งในการเปลี่ยนกระถางเราจะนิยมตัดแต่งรากกันอยู่แล้ว แต่จะต่างกับในลักษณะนี้ เพราะจะเป็นการตัดจนกุดและเลี้ยงรากใหม่แทน

Re-cacutus-root333

วัสดุ / อุปกรณ์ที่ใช้

– เม็ดดินเผา ( Popper)
– กระถาง
– ถาดหล่อน้ำ
วัสดุเสริม ที่อาจจะใส่เพิ่ม แต่ถ้าหากไม่มีก็ไม่เป็นไร
เช่น – วิตามินบำรุงแบบผสมไปกับน้ำ – ปุ๋ยอินทรีย์บำรุง
ที่ร้านจะไม่ใช้เคมี เลยจะใช้เป็นก้อนฟอสเฟตที่เกิดจากการตกผลึกของมูลค้างคาวในถ้ำจนจับตัวเป็นก้อน ซึ่งจะมีแร่ธาตุ และสารอาหารอยู่ในตัวเยอะ ช่วยกระตุ้นการเกิดรากใหม่ได้ดี

ขั้นตอนการทำ

1. ตัดรากจนถึงโคนต้น และให้มั่นใจว่า ต้นยังไม่ได้มีอาการเน่า เพราะถ้าหากมีอาการเน่า และลามถึงต้นแล้วนั้น จะไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้

2. วางทิ้งไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท อาจจะมีแสงแดดอ่อนๆ ส่องในช่วงเช้าๆ เพื่อเป็นตัวช่วยให้เแผลที่ตัดแห้งเร็ว และจะช่วยฆ่าเชื้อด้วยไปในตัว สัก 4- 7 วัน ทั้งนี้ระยะนั้นขึ้นอยู่กับสถานที่และสภาพแวดล้อมที่วาง

3. หลังจากแน่ใจแล้วว่าแผลแห้งสนิท ให้นำเม็ดดินเผาใส่กระถาง และอาจจะมีวัสดุเสริมที่เป็นตัวบำรุงเพิ่มผสม นำต้นวางไว้ด้านบน แล้วนำต้นวางลงบนเม็ดดินเผา

4. ใส่น้ำหล่อสักประมาณ 1 ซม. จากก้นกระถาง วางไว้ในที่ๆ มีแสงร่ำไร ชายคาบ้าน หรือแดดเช้า ห้ามนำไปตากแดดโดยตรง

5. ค่อยหมั่นเติมน้ำเมื่อน้ำแห้งอยู่เสมอ

Re-cacutus-root.222jpg

คำถามที่พบบ่อย

• นานไหมกว่ารากจะงอกออกมาใหม่???

จากการทดลองกับหลายสายพันธุ์และหลายชนิด พบว่า ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย บางสายพันธุ์ อาจจะใช้เวลา เพียง 1 สัปดาห์ บางสายพันธุ์อาจจะใช้ระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ และอีกปัจจัยคือ สภาพแวดล้อมที่ใช้วางนั้นเอื้อต่อการสร้างรากใหม่หรือไม่ รวมทั้งความแข็งแรงของต้น หากต้นมียังมีพลังงานสะสมไว้ในตัวเองเยอะ ก็ยิ่งจะทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว และทำให้รากงอกเร็วขึ้นด้วย

• หลังจากที่มีราก นานไหมกว่าจะนำมาลงปลูกใหม่???

ให้สังเกตและดูความสมบูรณ์ของรากเป็นหลัก ควรมีความยาวอย่างน้อย 1.5 -2 ซม. และมีรากแก้วที่แข็งแรงแล้ว ถึงจะนำมาปลูกลงดินได้

• แล้วปลูกเหมือนการปลุกทั่วไปเลยไหม ???

วิธีการปลูกเหมือนกับต้นไม้ทั่วไป แตกต่างตรงที่หลังปลูกให้รดน้ำพอชุ่มๆ ทันที เพื่อรักษาความชื้นให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมที่เคยอยู่ตอนที่ล่อราก และก็ให้รดน้ำครั้งต่อไปเมื่อดินแห้งตามที่เลี้ยงปกติ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่ประสบปัญหา การลงปลูกแล้วรากไม่เดิน หรือ รากตาย จากการขาดน้ำมานาน หรือโรค แมลงรบกวน


กระบองเพชร ต้นย่น ซีดเหลือง มีแผลบริเวณผิว เกิดจากอาการไหม้แดด ขาดน้ำ จะต้องรักษา ดูแล ยังไง??


ในช่วงฤดูร้อน และหนาว ที่แสงแดดจะแรง อากาศแห้ง จนทำให้เกิดอาการไหม้แดด ซึ่งถ้าเป็นอาการที่ผิว ลักษณะที่เกิดเป็นแผล วิธีแก้ก็คือ นำต้นเข้ามาพักหลบแดด ยิ่งในกรณีที่เป็นไม้ด่าง ผิวจะยิ่งมีความไวต่อแสงมากกว่า ต้นที่เป็นสีเขียว

และถ้าแผลไหม้เยอะ แผลลึก ต้องระวังตอนรดน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดอาการเน่าลุกลาม จากแผลติดเชื้อ และแผลส่วนนั้นจะเป็นเหมือนแผลเป็น ไม่สามารถรักษาให้หายได้ รอเวลาให้แผลค่อยๆ ไล่ลงด้านล่างของต้น

cactus-burn5.jpg
cactus-burn2.jpg
ต้นอิชินอป ด่าง ที่ซีดเหลือง เพราะโดนแดดแรง

อาการไหม้แดด วิธีป้องกันคือ การหมั่นคอยสังเกต หากต้นเริ่มมีอาการซีด เหลือง อาจจะเป็นเพราะตำแหน่งที่วางนั้นโดนแดดมากเกินไป อาจจะต้องทำการเปลี่ยนที่วาง หรือกางสแลนช่วยพลางแสง เพราะตำแหน่งที่วางนั้น แดดมีการเปลี่ยนทิศทางตามฤดูกาล ทำให้ตำแหน่งที่วางเดิมนั้นอาจจะไม่เหมาะกับฤดูนั้นๆ

1566637418175.jpg
ภาพจากคุณลูกค้า ที่ส่งมาสอบถามอาการ และรักษาจนแผลแห้งและค่อยๆ ไล่ลงด้านล่าง

ส่วนอาการต้นยุบ หรือโคนยุบ ต้องแก้จากระบบรากที่มีหน้าที่ดูดซึมมีปัญหา โดยแยกได้เป็น 3 สาเหตุคือ

1. น้ำที่ได้รับไม่พอให้รากดูดซึม เพราะอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ดิน แห้งเร็วมาก จนทำให้ได้รับความชื้นไม่พอที่ต้นจะนำไปใช้

แก้ไขได้โดยเว้นระยะห่างการรดน้ำตามฤดู หรือสภาพอากาศ แทนการนับวันรดน้ำ เพราะในฤดูร้อน หรือหนาว การระเหยของน้ำจะเร็ว ต้นเองก็คายน้ำมากขึ้น

วิธีดูว่าดินแห้ง หรือยังทำได้โดย
– ใช้ไม้จิ้มฟัน จิ้มลงในดิน หากดินแห้งมาก จะไม่มีเศษดินหรือความชื้นติดมากกับไม้
– ยกกระถางเทียบน้ำหนัก ตอนรดใหม่ให้ลองยก 1 ครั้ง และ หลังจากนั้น 2-3 วัน ลองยกเทียบดูอีกที หากเบาต่างกันมากๆ แสดงว่า ไม่มีความชื้นในดินแล้วให้รดน้ำได้เลย
– ใช้วัสดุโรยหน้ากระถาง ที่เป็นจำพวก ดินญี่ปุ่น ดินอคาดามะ ที่จะทำให้เราสังเกตสีจากดินเพื่อดูความชื้นได้ง่ายขึ้น

2. ระบบรากมีปัญหา ซึงอาจจะมาจาก 3 สาเหตุหลักใหญ่ ๆ

– เกิดจากรากที่เสื่อมประสิทธิภาพ เพราะดินเก่าไม่ได้เปลี่ยนดินนาน เนื้อดินหมด หรือน้อยลง มีแต่หิน ทำให้รากไม่ได้มีการฟื้นฟู หรือรากเกิดใหม่ รากจึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพ
– มีเพลี้ยกัดกินราก แม้จะรดน้ำมากเท่าไหร่ ต้นก็ยังดูซูบ เหี่ยว ไม่ฟื้นตัว นั้นอาจจะเป็นเพราะเพลี้ยได้ไป เกาะกินราก แย่งอาหารที่จะนำไปเลี้ยงต้น
– ดินที่ใช้ปลูกอาจจะไม่เหมาะสม ในการปลูก เช่นเนื้อดินแน่นไป ไม่ร่วนซุยและโปร่งพอ หรือใช้วัตถุอินทรีย์ที่ยังย่อยสลายได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดความร้อนในดิน จนเกิดอาการรากกุด หรือรากเน่า ระบบรากเดินไม่ดี


3. ต้นที่เพิ่งปลูกใหม่ รากยังไม่เดินดี ไม่ฟื้นตัว

ต้นที่ปลูกใหม่ ระบบรากจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว ในระยะแรกสักพัก เมื่อระบบรากเดินดี และฟื้นตัวเต็มที่ ต้นก็พร้อมที่จะเจอกับแสงแดดปกติที่เราเลี้ยง แต่หากช่วงแรกที่รากยังไม่ฟื้น หรือยังเดินไม่ดี เมื่อเจอแดดแรง การคายน้ำสูง รากไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ก็จะทำให้ต้นไหม้ และเหี่ยวได้เช่นกัน และหากทิ้งไว้นาน จนรากแห้งเสีย อาจทำให้เกิดการยืนต้นตายได้ ฉะนั้นต้นที่เพิ่งลงปลูกใหม่ ควรเลี้ยงในแดดที่ได้รับการพรางแสงมากกว่าปกติ เพื่อช่วยให้ต้นฟื้นฟูได้เร็

อาการของต้นนี้เกิดจากรากเก่า เพราะดินเสื่อมสภาพ ไม่มีเนื้อดินมากพอที่จะเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ ต้นไหม้แดดได้ง่าย การเปลี่ยนกระถางเมื่อถึงเวลา ไม่ปล่อยให้ไม้อั้นกระถาง จึงมีความจำเป็น เพื่อให้ต้นไม้แข็งแรง และเจริญเติบโตได้ต่อเนื่อง

“แสงแดด” กับการเลี้ยงกระบองเพชร (แคคตัส) ไม้อวบน้ำ


คำถามสำหรับคนที่เลี้ยงกระบองเพชร ไม้อวบน้ำ ตามมานอกเหนือจากการให้น้ำ  ก็คือเรื่อง “แสงแดด”
ที่เป็นปัจจัยหลักสำคัญอีกอย่างในการเลี้ยงและปลูกพืชวงศ์นี้ เพราะด้วยถิ่นกำเนิดที่มาจากพื้นที่แห้งแล้ง ทะเลทราย ที่มีแสงแดดส่องตลอดยาวนานทั้งวัน ตัวเขาเองจึงต้องการแสงแดดมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ
       แต่แสงแดดที่ต้องการนั้น ก็ยังมีระดับความเข้มข้นแตกต่างกันตามสายพันธุ์อีกด้วย ฉะนั้นหากจะเลี้ยงหลากหลายสายพันธุ์ ก็ควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในความต้องการแสงของแต่ละสายพันธุ์ เพราะในบางสายพันธุ์ เมื่อขาดแสง หรือได้ไม่เพียงพอ อาจจะมีผลกับลักษณะฟอร์มของต้น สี หรือแว็กซ์ที่เคลือบผิว

light_n_cactus2.jpg
ต้นนี้เคยถูกเลี้ยงในที่แสงน้อย ก่อนหน้านี้ฟอร์มคริสจะไม่ชัด ยืดยาว ไม่บิดเป็นเกลียว หลังจากปรับแสงฟอร์มต้นก็จะสวยขึ้น สีที่เป็นเอกลักษณ์ของตอบลูที่เป็นสีฟ้าและผิวแว็กซ์ก็เห็นเด่นชัด
light_n_cactus3.jpg
หลังจากพักฟื้น นำมาเทรนแดดใหม่ ผิวแว็กซ์ก็เพิ่มขึ้น
light_n_cactus4.jpg
หากเป็นไม้ที่ฟอร์มเสีย อาจจะต้องใช้ระยะเวลานาน กว่าที่ไม่จะไล่ฟอร์มกับมาใหม่

แล้วถ้าสถานที่ไม่อำนวย ไม่มีแสงตลอดวันจะเลี้ยงได้ไหม ?? 

คำตอบคือ ได้ แต่ก็จะส่งผลตามมาหลายๆ อย่าง อาทิเช่น การเจริญเติบโตที่ช้า ฟอร์มของต้นอาจจะไม่สวยตรงตามลักษณะสายพันธุ์ โอกาสเกิดโรคบางประเภทจะสูงกว่า การที่เลี้ยงแล้วให้ออกดอกจะมีโอกาสน้อย

แล้วแสงแดดแค่ไหนถึงพอที่จะเลี้ยงได้ ??

ถ้าสถานที่พร้อม มีที่รับแสงได้ยาวตลอดวัน ไม่ว่าสายพันธุ์ไหนก็สามารถเลี้ยงได้ แค่ปรับแสงให้เหมาะสมตามสายพันธุ์ แต่ถ้าเป็นใต้อาคาร บ้านเรือน มีแดดส่องไม่นาน อาจจะต้องเลือกสายพันธุ์ที่ ไม่มีผลกระทบเยอะเมื่อได้รับแสงน้อย  ชั่วโมงแดดอย่างน้อย ควร 3-4 ชม. / ต่อวัน ในกรณีที่สถานที่ไม่เอื้ออำนวย

44471222_1896431320652281_4001413604237639680_n
กระถางนี้เลี้ยงใต้ชายคาบ้าน ได้รับแสงเช้า 3-4 ชม. ต่อวัน ยังสามารถเลี้ยงได้ปกติ แต่การเจริญเติบโตอาจจะช้า

แล้วมีวิธีแก้ในการเลี้ยงที่แสงแดดไม่พอหรือไม่ ??

โดยส่วนมากก็จะนิยมยกนำไปวางในสถานที่ที่มีแสง หรือถ้าเป็นชายคาบ้าน อาจจจะต้องคอยหมุนตำแหน่งการวางเผื่อให้ต้นได้รับแสงทั่วทุกด้าน และในช่วงที่ฤดูเปลี่ยน แสงจะเปลี่ยนทิศ ตรงที่ที่วางเคยได้แดดอาจจะไม่มีแสง หรือแสงแรงเกินไป ควรต้องหาสถานที่วางใหม่ๆ ให้เหมาะสม
และในกรณีที่ยกไม้ไปตากแดดเพื่อรับแสง ก็มีข้อต้องระวังคือ อากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหัน อาจจะทำให้ต้นไม้ปรับตัวไม่ทัน หรือถ้าหากพึ่งรดน้ำใหม่ๆ ควรงดยกไปตากแดดจัด เพราะจะมีน้ำขังอยู่ในดินเยอะ เมื่อเจออากาศร้อน จะเป็นเหมือนน้ำร้อน ที่จะต้มต้นไม้เราได้
และอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้ก็คือ ใช้เป็นการเลี้ยงด้วยหลอดไฟ เฉพาะที่มีแสงเข้มข้น เพื่อทดแทนแสงจากดวงอาทิตย์

สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญของการเลี้ยง คือ การคอยเฝ้าสังเกต เพราะแสงแดดในแต่ละฤดูก็มีความแตกต่างกัน บางช่วงหน้าร้อน ตรงที่เคยวางแดดอาจจะแรงจนต้นไหม้ได้ หรือยิมโนบางต้น บางสายพันธุ์ สามารถเลี้ยงแดดแรง แดด100% ได้ แต่บางต้นนั้นอาจจะไม่สามารถทนแดดแรงได้ ผิวอาจจะแห้งกร้าน ทำให้เม็ดสีที่ผิวกระดำกระด่าง และความเข้มข้นแสงสถานที่เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรือน หรือเปิดโล่งไม่พรางแสง ก็สามารถเลี้ยงได้ แต่ควรต้องเทรนแดดให้ไม้ค่อยๆได้ปรับตัวหลังจากการปลูก และดูตามความเหมาะสมของสายพันธุ์

“ขอแค่เข้าใจลักษณะสายพันธุ์ และปรับให้เขากับความเอื้ออำนวยของสถานที่
เพียงเท่านี้เรา และต้นไม้ก็จะมีความสุขไปด้วยกันได้” 


เลี้ยงกระบองเพชร (แคคตัส)ยังไง ให้ออกดอก?


ถ้าหากจะเลี้ยงให้ออกดอกนั้น มีปัจจัยหลายด้าน สภาพแวดล้อม และการดูแลที่เหมาะสม ถ้าขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะทำให้ต้นไม่สมบูรณ์และออกดอกได้

• สายพันธุ์ ฤดูกาล และอากาศ

สายพันธุ์ของกระบองเพชรนั้นมีหลากหลาย ในแต่ละสายพันธุ์นั้นก็ออกดอกถี่ มากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยหลักที่จะทำให้เขาออกดอก คือ ฤดูกาล หากเป็นฤดูที่ตรงช่วงออกดอกนั้น จะมีโอกาสออกได้บ่อยและมีปริมาณเยอะ หรือบางสายพันธุ์ออกดอกต่อเนื่องทั้งปี มีดอกมากน้อยตามฤดูกาล

บางสายพันธุ์ออกเป็นช่วงฤดูกาล หากหมดฤดูที่เป็นช่วงออกดอกแล้ว ก็จะไม่ค่อยมีดอกและพักตัว โดยส่วนมากจะพักตัวในช่วงฤดูหนาว เช่น สกุลยิมโน (Gymnocalycium) แอสโตร (Astrophytum) และจะมีดอกอีกครั้งในฤดูร้อน ส่วนพวกที่มีดอกเรื่อยๆ เช่น สกุล แมม (Mammillaria) จะมีดอกให้เห็นทั้งปี แต่จะมีช่วงที่ฟอร์มสวย และดอกสมบูรณ์มากสุดคือ ฤดูหนาว

• อายุของต้น และความสมบูรณ์

ถ้าเริ่มเลี้ยงจากต้นเล็ก อาจจะต้องรอและใช้ระยะเวลาให้เขาโตพอที่ออกดอก ซึ่งระยะเวลาไม่มีแน่นอน เพราะถ้าความสมบูรณ์ของต้นมีมากพอ แม้อายุไม่เยอะมากก็สามารถให้ดอกได้ แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า
โดยเฉลี่ยจากหลังจากเพาะเมล็ด 5-8 เดือน และนำมาเลี้ยงต่อแบบปกติ โดยประมาณอายุไม้ 2-4 ปีขึ้นไปถึงจะมีโอกาสที่จะเริ่มออกดอก หรือถ้าเป็นไม้บางสายพันธุ์ ขนาดที่โตแล้ว ราว 4-6 ซม. ก็เริ่มเป็นขนาดต้นที่มีโอกาสที่จะออกดอกได้แล้ว (หรือที่นิยมเรียกกันว่า ขนาดแม่พันธุ์ เพราะสามารถมีดอก เพื่อใช้ผสมเกสรได้)

• แสงแดดที่เหมาะสมกับสมสายพันธุ์

ในการเลี้ยงที่ให้ออกดอก แสงแดดนั้นมีส่วนสำคัญมากที่สุด หากต้นที่เลี้ยงได้รับแสงแดดที่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นความเข้มข้น และระยะเวลาที่ได้รับแสงแดดต่อเนื่องต่อวัน เมื่อมีปัจจัยทุกอย่างครบ ความสมบูรณ์ของต้นเพียงพอ กระบองเพชรจะสามารถมีดอก และออกดอกได้อย่างต่อเนื่อง

• สารอาหารที่ได้รับเพียงพอ

ต้นไม้ทุกชนิดที่เลี้ยงในกระถางนั้น เขาไม่มีโอกาสที่จะหาอาหารได้เอง สิ่งสำคัญที่จะทำให้เขาสมบูรณ์แข็งแรงก็คือ การได้รับสารอาหารที่เพียงพอจากการให้เสริมเพิ่ม หรือเมื่อใช้ดินปลูกไปเป็นระยะเวลานาน ก็ควรต้องเปลี่ยนดินให้ใหม่ เพราะเมื่อปลูกไม้กระถางนานๆ สารอาหารที่อยู่ในดินถูกใช้ไปเรื่อยๆ อาจมีโอกาสลดลงหรือหมด ทำให้การเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ลดน้อยลง

ซึ่งธาตุอาหารหลักที่จำเป็นต่อ กระบองเพชร และต้นไม้ทุกประเภท ก็คือ N P K ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซึ่งค่ากลาง หรือ P (ฟอสฟอรัส) นั้น เป็นธาตุ ที่ช่วยเรื่องการออกดอก ติดดอกได้ดี หากต้องการเลือกปุ๋ยที่ช่วย หรือเน้นเรื่องดอก ให้ดูที่ค่ากลางสูงกว่าค่าอื่นๆ

ส่วนที่ร้านเราไม่ใช้สารเคมี เป็นเกษตรอินทรีย์ จะใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มาจาก มูลค้างคาว ซึ่งในมูลค้างคาวน้้น มีค่าธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชครบทุกตัว และมีค่า ฟอสฟอรัส ที่สูงจึงช่วยเรื่องการออกดอก และถ้าหากใช้ในไม้ผล ก็จะช่วยเรื่องขั้วเหนี่ยว

คำถามที่พบบ่อยๆ เกี่ยวกับ การออกดอกของกระบองเพชร (แคคตัส)

– กรณีที่ดอกกำลังจะบาน ไม่บานฝ่อไป หรือบานได้ไม่สุดนั้น อาจจะเป็นเพราะช่วงที่กำลังจะบานนั้น แสงแดดที่ได้รับอาจจะไม่เพียงพอ
– กรณีที่มีตุ่มดอกออกมาแล้วหลุดไป อาจจะเป็นเพราะ น้ำ อาหาร แสงแดดที่เป็นปัจจัยหลัก ถูกชะงักไป กระบวนการที่ต้องใช้พลังงานเยอะในช่วงออกดอก ไม่สามารถทำได้ต่อเนื่อง


วิธีผสมเกสร ยิมโน แคคตัส (Gymnocalycium) แบบปาดดอก ตอนดอกหุบ ให้มีเมล็ด ติดฝัก


ข้อดีของการผสมแบบนี้คือ ทำให้มีโอกาสติดฝักสูงขึ้น กว่าการใช้พู่กันเขี่ย และแม้ดอกจะหุบไปแล้วเราก็ยังสามารถผสมเกสรได้

สิ่งที่มือใหม่!! ควรรู้ก่อนผสมพันธุ์กระบองเพชร แคคตัส (Cactus)โดยการเขี่ยเกสร
 >>อ่านเพิ่มเติม<<

— อุปกรณ์ที่ใช้ —

How_to_breeding_4• แหนบก้านยาว
• มีดเล็กสำหรับปาดดอก (ในกรณีผสมสกุลยิมโน) **มีดขนาดเล็ก และคมปาดทีเดียวแล้วหลุดออก เพื่อไม่ให้ก้านดอกช้ำหรือเสียหาย หากเป็นมีดคว้านหรือโค้ง จะง่ายขึ้นเพราะมีลักษณะโค้งรับไปกับดอก


— วิธีผสมเกสรแบบปาดดอก —
How_to_Gymno_breeding5

ในกรณีที่ดอกบาน สามารถคีบละอองเกสร ตัวผู้มาใส่ตัวเมียได้เลย

How_to_Gymno_breeding4
แต่ถ้าดอกหุบก็ปาดกลีบดอกออก ตามตำแหน่งในภาพ จะเป็นด้านล่างสุดของกลีบดอกชั้นล่าง

How_to_Gymno_breeding2
หลังจากปาดดอกแล้วก็ผ่าออกเพื่อเอาอับละอองเรณูเกสร
How_to_Gymno_breeding6
เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ


วีดีโอผสมเกสรยิมโนแบบปาดยอด


วิธีทำให้กระบองเพชร (แคคตัส) มีเมล็ด ติดฝักโดยผสมเกสร


สิ่งที่มือใหม่!! ควรรู้ก่อนผสมพันธุ์กระบองเพชร แคคตัส (Cactus)โดยการเขี่ยเกสร

• กระบองเพชร (แคคตัส) แต่ละสกุล มีเวลาบานของดอกที่แตกต่างกันไป และระยะเวลาในการบานนั้นก็ไม่เท่ากัน บางสกุล บานวันเดียวแล้วฝ่อ หรือบาน 2-3 วัน และเวลาบานมีทั้งบานตอนกลางคืน เช้า กลางวัน ช่วงบ่าย

• บางสกุล สายพันธุ์ สามารถติดฝักได้เอง โดยไม่ต้องผสมเกสร เช่น Notocactus, Melocactus, Frailea

• การผสมเกสรในต้นเดียวกัน อาจจะไม่ติดฝัก หรือมีโอกาสติดน้อยมาก มากกว่าการผสมเกสรแบบคนละต้น

• หากเป็นไม้สกุลเดียวกันแต่คนละสายพันธุ์ สามารถนำมาผสมกันได้ เช่น แอสโตรฯ นูดัม X แอสโตรฯ มายริโอ

• ในต้นๆ หนึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง ต้นพ่อ และต้นแม่ โดยการเอาเกสรคู่ตรงข้ามมาเข้ากัน

• ในบางสกุลอย่างยิมโน แม้ดอกจะหุบไปแล้ว ก็สามารถผสมเกสรได้

• วันที่บานมีผลต่อเกสรตัวผู้ตัวเมีย ตัวผู้ หากบานหลายวันมาก ความสมบูรณ์ของเกสรอาจจะลดลง โดยต้องใช้วีธีสังเกต


——- รู้จักกับเกสร ตัวผู้ และตัวเมีย ——-

How_to_breeding_2.jpg

ในดอก 1 ดอกนั้น เกสรตัวผู้จะมีจำนวนมาก แต่เกสรตัวเมียนั้น จะมี 1 ก้าน
—————————————
ความสมบูรณ์ของเกสรมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ติดฝัก หากยอดเกสรตัวเมียที่แห้งมาก ไม่มีน้ำเมือกที่เป็นตัวจับเกสรตัวผู้ อาจจะทำให้โอกาสติดน้อยลง  ละอองเกสรตัวผู้ที่เยอะ ยิ่งเป็นผลดี

How_to_breeding_3

——- วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ——- 
How_to_breeding_4.jpg

• พู่กันขนนิ่ม ขนาดกลาง ปลายเล็ก หรือ สำลีปั่นหู
• แหนบก้านยาว
• มีดเล็กสำหรับปาดดอก (ในกรณีผสมสกุลยิมโน) **มีดขนาดเล็ก และคมปาดทีเดียวแล้วหลุดออก เพื่อไม่ให้ก้านดอกช้ำหรือเสียหาย หากเป็นมีดคว้านหรือโค้ง จะง่ายขึ้นเพราะมีลักษณะโค้งรับไปกับดอก


วิธีผสมพันธุ์ กระบองเพชร แคคตัส (Cactus)โดยการเขี่ยเกสร

How_to_breeding_5.jpg

     ใช้แหนบดึงปลายเกสรตัวผู้ บริเวณอับละอองเลณู อย่างระมัดระวัง แล้วนำไปใส่ ใส่ในยอดเกสรตัวเมีย หรือจะใช้เป็นพู่กัน สำลีปั่นหู ปั่นเอาแค่ละอองเกสรตัวผู้ ไปปั่นใส่ในยอดเกสรตัวเมีย

ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้แล้วแต่ความถนัดและความเหมาะสม อย่างในกรณีที่เป็นสกุลแมมมิลลาเรียที่มีดอกเล็ก การใช้แหนบดึงเกสรอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับดอกได้ ใช้เป็นพู่กันปลายเล็กๆ ปั่นเกสรจะสะดวกกว่า


จะรู้ได้ยังไงว่า เราผสมเกสรติด ??

How_to_breeding_6
How_to_breeding_7หลังจากผสมเกสร ประมาณ 3 -5 วัน ถ้าก้านดอกที่เราผสมไว้ มีลักษณะพองขึ้น ไม่เหี่ยว หรือฝ่อ ก้านดอกจะเหนี่ยว เอามือเขี่ยเบาๆ ก็ไม่หลุด แสดงว่าผสมติด แต่ถ้าหากก้านดอกเหี่ยว ลองเอามือเขี่ยเบาๆ แล้วหลุดเลย แสดงว่าการผสมเกสรไม่สำเร็จ


หลังจากผสมเกสร นานไหม กว่าจะเก็บเมล็ดได้ ??

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ความสมบูรณ์ สภาพอากาศและสภาพแวดล้อม ว่าเอื้ออำนวยกับการสุกของฝักขนาดไหน ซึ่งระยะเวลาโดยประมาณ คือ 3-8 สัปดาห์

—————————————–
วิธีผสมเกสรยิมโน แคคตัส (Gymnocalycium) แบบปาดดอก ตอนดอกหุบ
>> อ่านเพิ่มเติมคลิก!! <<