เลี้ยงไลทอป (LITHOPS) ยังไง.?? ให้รอด.. ไม่ตายง่าย


how-to-lithops-care-1.jpg

มีหลายคนถึงขนาดกับถอดใจ ในการเลี้ยงเจ้า ไลทอป เพราะด้วยความอ่อนไหวของต้นที่ทำให้กลับดาวได้ง่าย แต่ถ้าหากเราเข้าใจธรรมชาติ และการดูแลของเขา จริงๆ แล้วไลทอป ก็เลี้ยงไม่ได้ยากอย่างที่คิด

สิ่งสำคัญในการเลี้ยงก็คือ การทำสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงให้เหมาะกับเขา เหมือนกับการเลี้ยงไม้อวบน้ำอื่นๆ  ที่มีปัจจัยหลัก 3 อย่าง คือ แสง น้ำ ดินหรือวัสดุปลูก โดยทั้ง 3 ปัจจัยนั้น ต้องมีความสมดุลพอเหมาะพอดี

how-to-lithops-care-2.jpg

แสงแดด

ไลทอป ต้องการชั่วโมงแดดต่อเนื่องอย่างน้อย 4-8 ชม. หากได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ สิ่งที่ตามคือ ลักษณะต้นที่จะเสียฟอร์ม ยืดยาว ไม่กลมมนกระชับ และควรเป็นแดดที่มีความเข้มข้น 60-80 % หากที่ๆ วางนั้นมีแดดแรงมาก อาจจะต้องใช้สแลนกางเพื่อช่วยในการพรางแสง

เพราะถ้าหากแดดที่ได้รับแรงเกินไปต้นก็อาจจะไหม้ หรือสุกแดดได้ และถ้าหากแสงแดดน้อยเกินไป ก็อาจจะทำให้ดินเก็บความชื้นไว้นานเกิน จนทำให้เกิดการโคนเน่าได้ อุณหภูมิในที่ๆ วางก็ไม่ควรสูง หรืออบมาก มีลมพัดผ่านอากาศถ่ายเทได้สะดวก

น้ำ

การได้รับน้ำที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพราะถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพอ รากอาจจะตายและเสีย ทำให้ต้นเหี่ยวย่น แต่ถ้าน้ำมากเกินไป ต้นก็อาจจะปริแตกได้ง่าย ฉะนั้นการให้น้ำจึงค่อนข้างสำคัญ

โดยวิธีให้ก็สามารถรดได้เหมือนกับต้นไม้ทั้่วไป รดจนน้ำไหลออกก้นกระถาง และในรดน้ำครั้งต่อไป จะรดเมื่อดินแห้งไม่มีความชื้นแล้ว หรือต้นแสดงอาการว่าต้องการน้ำ โดยสังเกตุได้จากรอยย่นบางๆ ที่ลำต้น หากไม่ใช่ช่วงผลัดใบ หลังจากให้น้ำแล้ว รอยย่นนั้นก็จะตึงขึ้นและหายไป

ดิน หรือวัสดุปลูก

ดินไลทอป หรือวัสดุนิยมนำมาผสม ใช้ปลูกก็มีหลากหลาย โดยที่นิยมใช้ก็จะเป็น พีทมอส เพอร์ไลต์ หินภูเขาไฟ ดินอคาดามะ ดินคานูมะ ซึ่งก็จะมีสูตรแตกต่างกันไป แต่สำคัญคือจะต้องผสมให้โปร่ง ไม่เก็บน้ำจนชุ่ม เก็บความชื้นพอเหมาะ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ หินโรยหน้ากระถาง หรือหินโรยประคองต้น ต้องไม่เก็บความชื้นมากเกินไป และควรเป็นวัสดุที่ช่วยให้ความชื้นในดินระเหยได้เร็ว ที่นิยมใช้ หินกรวด ดินญี่ปุ่น หินภูเขาไฟ และในการโรยไม่ควรโรยหนา หรือแน่นไป เพราะเมื่อเกิดความชื้นสะสมมาก เมื่อมาบวกกับแสงแดดและอุณหภูมิที่สูง จะทำให้โคนต้นเน่าได้

PHOTO : PINTEREST

โดยตามธรรมชาติ ตัวต้นไลทอป นั้นจะฝั่งตัวเองลงไปในหิน และบริเวณอยู่ก็จะเป็นดินหินทราย แห้งๆ ร่วนๆ ด้วยลักษณะรากที่เป็นฝอยขนาดเล็ก ลักษณะดินจึงควรจะต้องร่วนซุย และไม่จับตัวแน่น แห้งง่าย ไม่เก็บความชื้นเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการเน่าได้ง่าย

เมื่อปัจจัยหลักในการเลี้ยงสามารถทำได้พอเหมาะ หรือใกล้เคียงกับธรรมชาติของเขาแล้ว การเลี้ยงดูระยะยาวก็จะเป็นเรื่องง่าย อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “การปลูก”

สิ่งที่ควรจะต้องทำ และคำถึงในการปลูกไลทอปมีอะไรบ้าง??

1 . กระถางปลูก  ควรเลือกขนาดให้เหมาะสม ไม่ใหญ่ หรือเหลือพื้นที่มากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสะสมในดินมาก และวัสดุของกระถางหากเลือกใช้เป็น พลาสติก หรือดินเผา ก็จะช่วยลดเรื่องการเก็บกักความชื้นที่เกินพอดีได้

2. ลักษณะการปลูก ด้วยไลทอป เป็นไม้ขนาดเล็ก จึงมักจะนิยมปลูกรวมๆ กันหลายต้นในกระถางเดียว แต่การปลูกรวมกันสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ขนาดของต้น ไม่ควรนำต้นเล็กหรือใหญ่ต่างกันมากปลูกในกระถางเดียวกัน เพราะถ้าหากเว้นที่ไม่เหมาะสม หรืออยู่ติดกันมาก ต้นเล็กมักจะถูกแย่งน้ำและอาหารได้

3. วัสดุโรยหน้ากระถาง ที่เลือกใช้มีส่วนช่วยในเรื่องความชื้น เช่น จำพวกดินญี่ปุ่น หรือหินภูเขาไฟ หากใช้เป็นวัสดุเหล่านี้ในการโรยหน้ากระถาง ก็จะช่วยเรื่องการระบายความชื้นได้ดี และยังช่วยให้สังเกตเห็นความชื้นในดินได้ง่ายขึ้น จากสีที่เข้มทำให้รู้ว่าดินยังมีความชื้นอยู่

4. การตัดแต่งรากก่อนปลูก เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องทำก่อนนำต้นลงปลูก เพราะรากไลทอปเมื่อถูกดึงหรือ ถอนออกมาแล้วนั้น จะเสื่อมสภาพและตาย หากเราไม่ตัดแต่งก่อนปลูก จะทำให้ต้นไม่สามารถดูดซึมความชื้นไปใช้ได้ ดินจะชื้นและทำให้เกิดการเน่าโคนต้นได้ หรือถ้ารากไม่สามารถทำงานได้ ต้นที่ปลูกใหม่ก็จะย่นยุบจนตาย และรากที่ตายน้ั้น เกิดการเน่าในดิน ทำให้เกิดเชื้อราในดินได้ การตัดแต่งรากนั้น จะทำให้ต้นกระตุ้นการเกิดรากใหม่ ช่วยให้ฟื้นตัวหลังการเปลี่ยนกระถางได้เร็วขึ้น

5. การปรับแดดหลังปลูก หลังจากปลูกควรพักให้ต้นฟื้นตัวในแดดร่ำไร หรือสัก 40-50% พอสังเกตว่ารากเริ่มเดิน ต้นตึงปกติ ค่อยปรับแดดตามสภาพการเลี้ยงปกติ

6. ไลทอปค่อนข้างไวต่อสารเคมีและยา หากหลีกเลี่ยงได้ ควรใช้เป็นพวกชีวภัณฑ์แทน หรือถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ควรผสมให้อ่อนหรือเจือจางลง

7. ปุ๋ย หรืออาหารบำรุง โดยส่วนมากจะนิยมใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ และไม่ควรให้บ่อย หรือเยอะไป เพราะจะทำให้ต้นโตแบบผิดฟอร์ม หรือสีสันจะออกเขียว มากกว่าสีสันที่เป็นลักษณะของต้น เพราะได้รับไนโตรเจนสูงมากไป

วิธีเลี้ยงและดูแลโดยหลักๆ คือ การเริ่มต้นที่ดี หากปัจจัยทุกอย่างพอดีเหมาะสม
เจ้าไลทอปก็ไม่ตายง่าย และทนทาน เจริญเติบโตได้ดี


ดินปลูกไลทอป สูตรพรีเมี่ยม (Premium Lithops Soil Mix)


ดินผสมพร้อมปลูก สูตรเฉพาะไลทอป Mini3garden

ขนาด: 500 กรัม / ถุง
สถานะสินค้า : พร้อมส่ง

// Speacial offer //
พิเศษ ราคา 2 ถุง จาก 110 บาท
ลดเหลือ 100 บาท


รายละเอียด

📌 ส่วนผสมดินปลูกไลทอป สูตรพรีเมี่ยม
• ดินอคาดามะ (นำเข้าจากญี่ปุ่น) • ดินคานูมะ (นำเข้าจากญี่ปุ่น) • หินภูเขาไฟลาวาดำ (นำเข้า) • เพอร์ไลต์ ( นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ ) • เวอร์มิคูไลต์ ( นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ ) • หินภูเขาไฟ 00 (นำเข้า) • พีทมอส (นำเข้าจากฟินแลนด์) • แกลบดำ • ทรายหยาบ • ปุ๋ยอินทรีย์
** ดินเป็นสูตรออแกนิค ไม่มีส่วนผสมของยา และสารเคมีอันตราย

ไลทอป ต้องการลักษณะดินที่ไม่อมความชื้นเยอะ แต่ก็ไม่ควรแห้งเกิน จนเก็บความชื้นไม่ได้เพราะจะทำให้ต้นเหี่ยวย่น ด้วยลักษณะรากที่เป็นรากเล็กๆ ฝอยๆ จึงต้องการดินที่ค่อนข้างร่วนและไม่จับตัวแน่น เพื่อให้รากชอนไชได้ง่าย

ปัญหาที่พบบ่อยในการปลูกและเลี้ยงคือ ความอ่อนไหวของต้นกับความชื้น ถ้าหากมีความชื้นเยอะมาก ดินอัดแน่น ดินแห้งช้า ก็จะทำให้เกิดการเน่าโคนต้นได้ง่าย หรืออาจจะทำให้ต้นปริแตกได้ เพราะในธรรมชาตินั้น ไลทอป จะอาศัยอยู่บริเวณผิวดิน ตามแนวซอกหิน ลักษณะดินจะเป็นดินผสมหิน ดินจะโปร่งไม่จับตัวแน่น

ฉะนั้นลักษณะดินปลูกไลทอปของทางร้าน จะเป็นคนละคุณลักษณะกับดินปลูก แคคตัส กระบองเพชร ไม้อวบน้ำอื่นๆ เพื่อให้เหมาะกับการปลูกไลทอป โดยจะเน้นการใช้ดินญี่ปุ่น หินภูเขาไฟ เป็นหลัก และเสริมด้วยวัสดุที่ช่วยเรื่องแร่ธาตุ และเพิ่มความโปร่งให้กับดินปลูก

คำแนะนำ ในการปลูกลงดิน
ควรตัดแต่งรากก่อนนำมาปลูก และหลังจากปลูกลงดิน ให้โชยน้ำ หน้าดินเล็กน้อยให้พอมีความชื้นพอประมาณ **และงดรดน้ำ 3-4 วัน หลังจากลงปลูก หลังจากนั้นก็สามารถรดน้ำ และดูแลตามปกติ