ทำไม!? ถึงจะต้องล้าง หรือหมัก กาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว ก่อนนำมาใช้ปลูกต้นไม้


กาบมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว เป็นวัสดุปลูกที่ได้รับความนิยมนำมาใช้ปลูกต้นไม้ ด้วยคุณสมบัติการเก็บกักความชื้นได้ดี และช่วยเพิ่มความโปร่งให้กับดิน น้ำหนักเบา อีกทั้งยังเป็นวัสดุปลูกที่ราคาย่อมเยาว์ แต่การจะนำ กาบ หรือขุยมะพร้าวสับ มาใส่กับต้นไม้เลย โดยไม่ผ่านการล้างสาร แทนนิน ( Tannin ) ที่มีอยู่มากนั้น อาจจะทำให้ต้นไม้ของเรา ชะงักการเจริญเติบโต หรือใบเหลือง ต้นแคระ ใบไหม้ หรือหากแย่สุดก็อาจจะทำให้ต้นเฉาตายได้

สารแทนนิน ที่อยู่ในกาบมะพร้าว จะเห็นได้ชัดเมื่อนำกาบ หรือขุยมะพร้าวไปแช่น้ำ จะเห็นสีน้ำตาลแดงๆ ออกมาจากกากมะพร้าว

ซึ่งการจะล้างสารแทนนิน ในกาบ หรือขุยมะพร้าว นั้นต้องใช้ระยะเวลา 3-4 วัน โดยนำ กาบหรือขุยมะพร้าว แช่น้ำทิ้งไว้ และเปลี่ยนน้ำในทุกๆ วัน เราจะสังเกตได้ว่า สีน้ำตาลแดง ( สารแทนนิน ) ในน้ำจะค่อยๆ จางและลดลง จนน้ำใสขึ้นเรื่อยๆ จึงนำมาใช้ปลูกต้นไม้ได้

วิธีการแช่แบบธรรมชาติ สามารถทำได้โดยนำกาบมะพร้าวใส่กระสอบที่น้ำสามารถซึมเข้าได้ มัดปากกระสอบและนำไปลอยในแม่น้ำที่เป็นน้ำจืด ทิ้งไว้สัก 1 สัปดาห์จึงนำมาใช้ปลูกต้นไม้

หากสถานที่ไม่เหมาะ หรือไม่สะดวก ที่จะทำการล้างสารแทนนิน ก็ควรเลือกใช้ขุยมะพร้าวที่ผ่านกรรมวิธีล้างสาร และปรับค่า PH ให้พร้อมใช้แล้ว แบบได้มาตราฐาน ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาด

ขอบคุณคลิป : Youtube / chanel : ครูสวัสดิ์พาทํา ทําไปเรื่อย

อีกหนึ่งวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกาบมะพร้าว ของเราให้เป็นวัสดุปลูกที่มีประโยชน์ ก็คือการนำไปหมัก กับจุลินทรีย์ หรือมูลสัตว์ เพื่อให้เกิดกระบวนการย่อยสลาย และเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในกาบ หรือขุยมะพร้าว ซึ่งในการหมักนั้น สามารถใช้น้ำหมักได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น EM, จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง, น้ำมูลไส้เดือน, น้ำหมักชีวภาพ มูลวัว โดยการหมักสามารถหมักใส่ถังโดย หมักกับน้ำหมัก มูลวัว หรือจะผสมดินปลูกลงไปด้วย และหมักแบบฝั่งไว้ในดิน

ในช่วงที่หมักระยะแรก หากหมักในถังควรจะต้องคอยเปิดฝาถังเป็นระยะๆ เพื่อระบายความร้อนที่เกิดจากการย่อยสลาย และเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในถัง เพื่อให้จุลินทรีย์เติบโตได้ดี แต่ถ้าเป็นการหมักแบบฝั่งดิน สามารถปล่อยได้เลย เพราะเป็นระบบธรรมชาติ ที่จะมีการหมุนเวียนของอากาศอยูแล้ว

โดยระยะเวลาการหมัก ให้สังเกตจากเนื้อกาบ หรือขุยมะพร้าวเป็นหลัก หากมีความนุ่มลง และสีเข้มขึ้นเป็นอันใช้ได้

มือใหม่ เริ่มสนใจปลูก กระบองเพชร (แคคตัส) ไม้อวบน้ำ ต้องเริ่มยังไง??


สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ในการเริ่มปลูก กระบองเพชร คือ การเริ่มเรียนรู้ในสกุล และชนิด ของกระบองเพชร กระบองเพชรนั้นมีหลายสกุล ในแต่ละสกุล มีแตกแยกย่อยไปอีกหลายชนิด การเลี้ยงดูนั้นมีความยาก และง่าย ยังมีต่างกันไปอีกด้วย

ดังนั้นหากจะเริ่มเลี้ยงควรเลือกที่เลี้ยงดูได้ง่ายๆ ซึ่งสกุลที่เลี้ยง และดูแลได้ง่ายๆ อาทิเช่น ยิมโนคาไลเซียม ( Gymnocalycium ) อิชินอปซิส ( Echinopsis ) โอพันเทีย ( opuntia ) แมมมิลลาเรีย ( mammillaria ) บางชนิด

ลำดับต่อมาคือการให้น้ำ สภาพแวดล้อม และวัสดุปลูก ด้วยกระบองเพชรไม่ใช่ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในบ้านเรา ฉะนั้น ดิน สภาพแวดล้อม ก็ควรจะให้ใกล้เคียงกับถิ่นกำเนิดของกระบองเพชร ที่เป็นที่แห้งแล้ง ความชื้นไม่มาก แสงแดดเพียงพอตลอดทั้งวัน ดินที่ใช้ปลูกไม่อุ้มน้ำมาก น้ำไม่ขัง

ลักษณะโดยพื้นฐานของกระบองเพชร ตัวต้นจะมีหลากหลายลักษณะตามสายพันธุ์ ต้นเป็นฟอร์ม ตอสูง กลมแตกหน่อเป็นพุ่ม หรือเป็นหัวเดียว มีทั้งมีหนาม และไม่มีหนาม ลักษณะของหนาม มีทั้งเป็นหนามแข็งแหลม คม และขนหนามแบบอ่อนนุ่ม ลักษณะของราก ทั้งที่รากเป็นฝอย หรือมีลักษณะเป็นโขด

มีดอกเพื่อใช้ในการสืบพันธุ์ แต่ละสกุลจะให้ดอกยากง่ายแตกต่างกัน สีของดอกมีทั้ง ขาว ชมพู แดง ส้ม เหลือง ม่วง แล้วแต่สกุล ส่วนใหญ่ดอกบานในตอนกลางวัน ช่วงเที่ยง-บ่าย และหุบในตอนกลางคืน และมีบางสกุลดอกบานในตอนกลางคืน และโรยในตอนเที่ยง

การขยายพันธุ์ คือ การผสมเกสรจนติดฝัก และนำไปเพาะเมล็ด แต่จะมีบางสกุล ที่สามารถชำหน่อได้

อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ควบคู่ไปกับการเลี้ยงคือ โรค และอาการป่วย โดยหลักๆ โรคและอาการป่วยของกระบองเพชรนั้น เกิดได้จาก 2 ปัจจัยคือ สภาพแวดล้อม และแมลง ศัตรูพืช ที่พบบ่อย อาทิเช่น ไร, เพลี้ย, รา ในการรักษาก็มีหลายวิธี โดยจะมีตัวยาที่เป็นสารเคมี หรือจุลินทรีย์ที่นำมาใช้แตกต่างกันไป

ลิงค์ที่เกี่ยวข้องกับบทความ

• วัสดุที่นิยมใช้ปลูกกระบองเพชร >> คลิก <<

• การรดน้ำ ให้น้ำ กระบองเพชร >> คลิก <<

• แสงแดด สภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเลี้ยงกระบองเพชร >> คลิก <<

วัสดุที่ใช้ปลูก ไม้อวบน้ำ กระบองเพชร (แคคตัส) มีอะไรบ้าง ใช้ทำอะไรบ้าง??


วัสดุเหล่านี้ใช้ได้กับต้นไม้ทุกประเภท ไม้อวบน้ำ กระบองเพชร กุหลาบหิน ไลทอป ฮาโวเทีย อากาเว่ บอนไซ พืชไร้ดิน ไม้โขด ไม้ฟอกอากาศ ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชสวนครัว ผักออแกนิค
โดยปรับใช้วัสดุให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการปลูก กับสายพันธุ์แต่ละประเภทที่ต้องการความชื้น หรือ ลักษณะเนื้อดินที่ต่างกัน

soil_16_9

หากปลูกน้อย หรือไม่ต้องการผสมเอง การใช้ ดินปลูกสำเร็จรูป ที่ผสมพร้อมปลูกแทนก็จะช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น โดยดินที่เหมาะสม ควรมีลักษณะดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี เก็บความชื้นพอเหมาะกับต้นไม้ หากมีอินทรีย์วัตถุ ควรผ่านการหมัก หรือพักดินให้ได้อุณหภูมิเหมาะสมก่อนนำใช้ เพื่อป้องกันกระบวนการย่อยสลายที่ยังไม่สมบูรณ์ และทำให้เกิดความร้อนในดินจากกระบวนการย่อยของจุลินทรีย์ จนอาจจะเป็นสาเหตุให้รากไม่เดินได้

ปุ๋ยบำรุง

ใช้ผสมดินปลูก บำรุงหลังจากปลูก ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งแบบอินทรีย์ และเคมี แต่การใช้ปุ๋ยเคมีไปนานๆ โดยไม่ได้มีการเติมปุ๋ยอินทรีย์ลงไปในเพิ่มเลย อาจจะทำให้เกิดสภาวะความเป็น กรด-ด่าง ในดินไม่เหมาะสม จนทำให้ดินเสื่อมสภาพได้ง่าย

ปุ๋ยอินทรีย์ ควรเป็นปุ๋ยที่ผ่านกระบวนการพักตามธรรมชาติ หรือหมักจน ไม่มีก๊าซ แก๊ส กระบวนการย่อยสลายสมบูรณ์ อุณหภูมิไม่สูง เหมาะนำมาใช้ในการปลูก ซึ่งอาจจะได้จากสัตว์ หรือ การหมักจากพืช เช่น มูลค้างคาว (มูลเก่า) มูลไส้เดือน น้ำหมักจากพืชต่างๆ ปุ๋ยพืชหมัก ที่ต้องมีข้อระวังในการใช้คือ หากการหมัก หรือพัก ยังไม่สมบูรณ์จะทำให้เกิดความร้อนสูง อาจะทำให้ต้นมีอาการากกุดได้

ปุ๋ยเคมีชนิดเม็ด นิยมใช้เป็นสูตรเสมอ 13-13-13 หรือ 16-16-16 เป็นสูตรบำรุงครบ ซึ่งมีหลากหลายแบรนด์ให้เลือกใช้

พีทมอส ( Peatmoss )

ใช้ในการเพาะเมล็ด หรือนำมาผสมเป็นเนื้อดิน ด้วยพีทมอส เป็นวัสดุปลูกที่สะอาด ปลอดโรค ( อนุญาตให้ใช้เป็นวัสดุที่สามารถส่งข้ามประเทศได้ ) พีทมอสเกิดจากการย่อยสลายโดยสมบูรณ์จากซากพืช จำพวกมอส ซากสัตว์ที่ที่ทับถมกันมานานหลายร้อยปี

เป็นวัสดุปลูกพืชที่สะอาด ปราศจาก แมลง เชื้อโรค เชื้อรา แบคทีเรีย เป็นอินทรียวัตถุจากธรรมชาติ ลักษณะของพีทมอสมีโครงสร้างโปร่ง ช่องว่างอากาศสูง สามารถเก็บความชื้นได้ดี สามารถอุ้มน้ำได้ดี โดยพีทมอสส่วนใหญ่จะเป็นสินค้านำเข้าโดยมีแหล่งนำเข้ามาจากหลายประเทศ ผ่านตัวแทนนำเข้าของไทย

หินภูเขาไฟ ( Pumice )

ใช้เป็นส่วนผสมดิน และรองก้นกระถาง มีหลายขนาดของเม็ดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม อุดมไปด้วยธาตุ อะลูมิเนียม แคลเซียม เหล็ก และแมกนีเซียม ซึ่งธาตุเหล่านี้ ช่วยในการดูดซับฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ช่วยเก็บกักธาตุอาหารพืช เพิ่มอากาศในดิน ไม่เกิดการอับชื้น อากาศในดินถ่ายเทได้ดี ช่วยควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไปและ ป้องกันไม่ให้ดินจับตัวเป็นก้อน โดยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย

649497949.jpg
เพอร์ไลท์ ( perlite )

ใช้ผสมดินปลูก ช่วยรักษาความสมดุล ระหว่างปริมาณน้ำและอากาศในดิน รักษาสภาพดินไม่ให้ชื้น หรือแห้งจนเกินไป และยังเป็นตัวช่วยดูดซึม สะสม ปุ๋ย หรือเคมีต่างๆ ที่เติมลงไปในดินไม่ให้ซึมหายออกไปจากดินเร็วเกินไป อีกทั้งยังช่วยลดความเข้มข้นของ ปุ๋ย หรือเคมีที่เติมลงไปในดินได้อีกด้วย

เวอร์มิคูไลท์ ( Vermiculite )

ใช้ผสมดินปลูก อุดมไปด้วย ธาตุอาหาร โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ที่มีความจำเป็นกับพืช ช่วยเก็บกักความชื้นแบบพอเหมาะ และค่อยๆ ปล่อยอย่างช้าๆ ช่วยคุมอุณหภูมิในดินได้เป็นอย่างดี เป็นสินค้าที่มีการนำเข้าและผลิตในประเทศ สินค้ามีให้เลือกหลายเกรดตามที่ผู้นำเข้ามาจัดจำหน่าย

ดิน akadama โรยหน้ากระถาง ดินญี่ปุ่น
ดินญี่ปุ่น อคาดามะ ( Akadama soil )

ใช้ผสมดินปลูก โรยหน้ากระถาง ดินญี่ปุ่นมีค่า pH ที่เป็นกลาง และธาตุอาหาร จึงสามารถใช้เป็นส่วนผสมดินปลูก ปลูกต้นไม้ ผสมดินไลทอป หรือจะใช้ล่อรากแคคตัส (กระบองเพชร) ได้อีกด้วย สินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น

ข้อดีของดินญี่ปุ่น อคาดามะ (AKADAMA SOIL) ในการใช้แทนหินโรยหน้ากระถางแคคตัส หรือกระบองเพชร
• เนื้อดินไม่แข็งจนเกินไป ทำให้ไม่เบียดโคนไม้ ใส่ได้ตั้งแต่ไม้เล็กจนถึงไม้โต ทำให้โคนไม้สวย
• สีของดินทำให้เราสังเกตความชื้นของดินได้ง่าย สะดวกในการสังเกตการให้น้ำ หรือความชื้นในดิน
• ดินญี่ปุ่นนั้นมีความโปร่ง จึงช่วยระบายความอับชื้นในดินได้ดี
• มีธาตุอาหาร จึงเป็นการช่วยบำรุงต้นไม้

เม็ดดินเผา มวลเบา ( เม็ดป๊อบเปอร์ Popper )

ใช้ผสมดินปลูก ล่อรากต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มีทั้งที่เป็นสีน้ำตาล และสีดำ เป็นวัสดุปลูกที่ปราศจากเชื้อโรค ปลอดจากโรคในดิน เพราะผ่านการเผาในอุณหภูมิสูง มีค่า pH เป็นกลาง สามารถใช้เป็น วัสดุปลูกต้นไม้ แทนดินปลูกต้นไม้ได้เลย เมื่อนำไปผสมดินปลูกจะเป็นตัวช่วยเพิ่มการกักเก็บความชื้น สำหรับพืชที่ต้องการความชื้นสูง โดยทำให้ดินโปร่งไม่จับตัวเป็นก้อน หรือสามารถใช้ขนาดเม็ดใหญ่ รองก้นกระถาง เม็ดดินเผาเป็นวัสดุที่คงทนแข็งแรง จึงสามารถเก็บไว้ใช้ได้หลายครั้ง เพียงแค่ล้างผึ่งให้แห้งก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ขุยมะพร้าวป่น ( coconut coir )

ใช้ผสมดินปลูก เป็นอาหารของพืช โดยการย่อยสลายตัวอย่างช้าๆ ซึ่งขุยมะพร้าวที่จะนำมาใช้นั้นควรผ่านกระบวนการล้าง และหมัก เพื่อลดสาร แทนนิน ( Tannin ) ที่อยู่ในขุยมะพร้าวก่อน สารแทนนินนี้จะทำให้เกิดอาการรากชะงัก หรือต้นเหลืองในพืชได้

ขุยมะพร้าวที่ผ่านกระบวนการหมักและล้าง จนมีค่า pH ที่เหมาะสมแล้ว จะสามารถนำมาใช้งานได้เลย เรียกว่า Coco Peat ซึ่งมีลักษณะ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับพีมมอส แต่การย่อยสะลาย หรือยุบตัวจะช้ากว่า อุ้มน้ำน้อยกว่า การนำขุยมะพร้าว มาใช้ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับชนิดของไม้อวบน้ำ เพราะมีไม้อวบน้ำบางประเภทที่ไม่เหมาะกับการใช้ขุยมะพร้าว เช่น ไลทอป

แกลบดำ แกลบเผา ( chaff charcoal )

ใช้ผสมดินปลูก เป็นอาหารของพืช โดยการย่อยสลายตัวอย่างช้าๆ ช่วยเพิ่มความร่วนซุยในเนื้อดิน ลดการจับตัวของดิน มีความพรุนละเอียดสูง เพิ่มการหมุนเวียนอากาศในดิน ลดอุณหภูมิในดิน หากใช้ในปริมาณที่พอดีเหมาะสม ช่วยทำให้เก็บความชื้นพอเหมาะ ในแกลบดำอุดมไปด้วย ซิลิก้า ( SiO₂ ) ฟอสฟอรัส ( Phosphorus ) และโปรแทสเซียม ( Potassium )

ทรายหยาบ กรวดแม่น้ำละเอียด

ใช้ผสมดินปลูก เพื่อเพิ่มการยึดเกาะของราก และเพิ่มความร่วนซุยในดิน ลดการขังตัวของน้ำ เมื่อวัสดุปลูกเริ่มย่อยสลาย หรือยุบตัว โดยการจะเลือกนำมาใช้ ควรเป็นเนื้อกรวดแม่น้ำเบอร์เล็กที่มีขนาดเหมาะสม หากนำทรายละเอียดที่มีขนาดป่นมากเกินไป เมื่อวัสดุปลูกย่อยสลายหรือยุบตัว จะกลายเป็นอุ้มน้ำมาก และทำให้ดินแฉะแทน

กระบองเพชร รากเสีย รากตาย แก้ได้ง่ายๆ ได้รากใหม่ ต้นกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม


บ่อยครั้งที่เรารับต้นใหม่เข้าบ้าน ทำให้เราไม่รู้ประวัติของต้นก่อนจะมาถึงเรา และไม่ทราบสาเหตุ ที่ทำให้เรานำไม้มาปลูกแล้วเกิดปัญหา ต้นไม่โต รากไม่เดิน หรือแย่สุดคือ รากเน่าจนกินเข้ามาจนถึงแกนต้น และเน่าลามจนเกิดเยี่ยวยา

แต่ข้อสันนิษฐาน คือ ให้สังเกตไม้ก่อนนำเข้าบ้านว่า มีลักษณะสมบูรณ์หรือไม่ รากยังขาวแข็งแรงไม่เหี่ยวแห้ง ต้นไม่มีอาการนิ่ม หรือฝ่อบริเวณโคน เพราะอาการเหล่านี้ สามารถบ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมหรือการเลี้ยงก่อนหน้านี้ได้ว่า อาจจะได้รับน้ำไม่เพียงพอ หรือ ถ้าเป็นไม้ที่ถอดรากมา จะไม่เห็นสภาพของดินเดิม ก็อาจจะทำให้ยากต่อการประเมิน อาจจะต้องใช้วิธีทดลองปลูกก่อน และถ้าในระยะเวลา

หลังจากปลูก ราว 2 สัปดาห์แล้ว ต้นยังไม่มีการฟื้นตัวใดๆ ยอดไม่เดิน และเมื่อรื้อรากมาดู รากก็ไม่เดินหรือ งอกใหม่ อาจจะตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า รากเก่านั้นอาจจะมีปัญหา ไม่ว่าจากการขาดน้ำมานาน หรือโดนโรค และแมลงรบกวน

วิธีแก้แบบที่จะสามารถลดอัตราการตายหรือสูญเสียได้ อีก 1 วิธี คือ การตัดรากเดิมทิ้งทั้งหมดและกระตุ้นให้เขาสร้างรากใหม่ขึ้นมาทดแทน
ซึ่งในการเปลี่ยนกระถางเราจะนิยมตัดแต่งรากกันอยู่แล้ว แต่จะต่างกับในลักษณะนี้ เพราะจะเป็นการตัดจนกุดและเลี้ยงรากใหม่แทน

Re-cacutus-root333

วัสดุ / อุปกรณ์ที่ใช้

– เม็ดดินเผา ( Popper)
– กระถาง
– ถาดหล่อน้ำ
วัสดุเสริม ที่อาจจะใส่เพิ่ม แต่ถ้าหากไม่มีก็ไม่เป็นไร
เช่น – วิตามินบำรุงแบบผสมไปกับน้ำ – ปุ๋ยอินทรีย์บำรุง
ที่ร้านจะไม่ใช้เคมี เลยจะใช้เป็นก้อนฟอสเฟตที่เกิดจากการตกผลึกของมูลค้างคาวในถ้ำจนจับตัวเป็นก้อน ซึ่งจะมีแร่ธาตุ และสารอาหารอยู่ในตัวเยอะ ช่วยกระตุ้นการเกิดรากใหม่ได้ดี

ขั้นตอนการทำ

1. ตัดรากจนถึงโคนต้น และให้มั่นใจว่า ต้นยังไม่ได้มีอาการเน่า เพราะถ้าหากมีอาการเน่า และลามถึงต้นแล้วนั้น จะไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้

2. วางทิ้งไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท อาจจะมีแสงแดดอ่อนๆ ส่องในช่วงเช้าๆ เพื่อเป็นตัวช่วยให้เแผลที่ตัดแห้งเร็ว และจะช่วยฆ่าเชื้อด้วยไปในตัว สัก 4- 7 วัน ทั้งนี้ระยะนั้นขึ้นอยู่กับสถานที่และสภาพแวดล้อมที่วาง

3. หลังจากแน่ใจแล้วว่าแผลแห้งสนิท ให้นำเม็ดดินเผาใส่กระถาง และอาจจะมีวัสดุเสริมที่เป็นตัวบำรุงเพิ่มผสม นำต้นวางไว้ด้านบน แล้วนำต้นวางลงบนเม็ดดินเผา

4. ใส่น้ำหล่อสักประมาณ 1 ซม. จากก้นกระถาง วางไว้ในที่ๆ มีแสงร่ำไร ชายคาบ้าน หรือแดดเช้า ห้ามนำไปตากแดดโดยตรง

5. ค่อยหมั่นเติมน้ำเมื่อน้ำแห้งอยู่เสมอ

Re-cacutus-root.222jpg

คำถามที่พบบ่อย

• นานไหมกว่ารากจะงอกออกมาใหม่???

จากการทดลองกับหลายสายพันธุ์และหลายชนิด พบว่า ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย บางสายพันธุ์ อาจจะใช้เวลา เพียง 1 สัปดาห์ บางสายพันธุ์อาจจะใช้ระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ และอีกปัจจัยคือ สภาพแวดล้อมที่ใช้วางนั้นเอื้อต่อการสร้างรากใหม่หรือไม่ รวมทั้งความแข็งแรงของต้น หากต้นมียังมีพลังงานสะสมไว้ในตัวเองเยอะ ก็ยิ่งจะทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว และทำให้รากงอกเร็วขึ้นด้วย

• หลังจากที่มีราก นานไหมกว่าจะนำมาลงปลูกใหม่???

ให้สังเกตและดูความสมบูรณ์ของรากเป็นหลัก ควรมีความยาวอย่างน้อย 1.5 -2 ซม. และมีรากแก้วที่แข็งแรงแล้ว ถึงจะนำมาปลูกลงดินได้

• แล้วปลูกเหมือนการปลุกทั่วไปเลยไหม ???

วิธีการปลูกเหมือนกับต้นไม้ทั่วไป แตกต่างตรงที่หลังปลูกให้รดน้ำพอชุ่มๆ ทันที เพื่อรักษาความชื้นให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมที่เคยอยู่ตอนที่ล่อราก และก็ให้รดน้ำครั้งต่อไปเมื่อดินแห้งตามที่เลี้ยงปกติ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่ประสบปัญหา การลงปลูกแล้วรากไม่เดิน หรือ รากตาย จากการขาดน้ำมานาน หรือโรค แมลงรบกวน